ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์

ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์คือการเชื่อมต่อระหว่างคอมพิวเตอร์กับอุปกรณ์เพื่อให้สามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้เช่น การใช้เครื่องพิมพ์ร่วมกัน และสามารถใช้ฮาร์ดดิสร่วมกันได้ด้วยแม้กระทั่งใช้สามารถใช้โปรแกรมร่วมกันได้ในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์

และสามารถแบ่งพื้นที่ครอบคลุมการใช้งานของเครือข่ายได้ดังนี้

1.เครือข่ายส่วนบุคคล เป็นเครือข่ายที่เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือเชื่อมต่ออยู่ในระยะใกล้เพราะเป็นการเชื่อมแบบไร้สาย

2เครือข่ายเฉพาะที่หรือสาย LAN คือการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่างๆที่อยู่ในพื้นที่หรือบริเวณที่เดียวกันเช่น ภายในบ้าน ภายในที่ทำงาน เครือข่ายนี้เป็นการเชื่อมต่อแบบใช้สายหรือไร้สายก็ได้เอาตามที่เราสะดวก

3.เครือข่ายวงกว้าง คือการเชื่อมโยงกันที่ยู่ไกลกันมาก เครือข่ายระหว่างจังหวัดหรือเครือข่ายระหว่างประเทศ

ทุกคนพอจะเข้าใจกับคำว่าเครือข่ายของคอมพิวเตอร์แล้วหรือยังที่เป็นข้อมูลคร่าวๆสำหรับเครือข่ายคอมพิวเตอร์ว่ามีระบบหรือขั้นตอนการทำงานแบบไหนและมีผลประโยชน์อย่างไรต่อการใช้เทคโนโลยีในปัจจุบันนี้และการเชื่อมต่อเครือข่ายคอมพิวเตอร์จะมีอุปกรณ์ที่เชื่อมการสื่อสารระหว่างกันหรือเรียกว่าเครือข่ายแต่อาจจะประกอบไปด้วยคอมพิวเตอร์ เครื่องพิมพ์หรืออุปกรณ์ต่างๆที่สามารถส่งและรับข้อมูลได้ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการทำงานอย่างในปัจจุบันนี้การมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยถือว่าเป็นเรื่องดีอย่างมาก

สำหรับการทำงานผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์เพราะมีการรับส่งข้อมูลที่ดีแต่เราก็ควรใช้ให้ถูกจุดเพื่อไม่ให้เกิดการผิดพลาดในระหว่างการทำงานผ่านคอมพิวเตอร์การเชื่อมต่อระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์มีหลายรูปแบบมากแล้วแต่คนที่ใช้งานสะดวกในรูปแบบการกระจายสัญญาณแบบไหนอยู่ที่การเข้าถึงของเครือข่ายเราด้วยเราจึงต้องวิธีที่เหมาะสมสำหรับการทำงานของเราให้ได้มากที่สุดเพื่อจะประสบผลสำเร็จในการทำงานมากยิ่งขึ้นอยากให้ทุกคนที่อยากจะลองใช้งานระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์รู้จักความหมายและขั้นตอนการทำงานของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์สักคร่าวๆ

เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการใช้งานอยากให้ลองศึกษาให้เข้าใจจะได้ไม่เกิดความผิดพลาดในการใช้งานและยังสามารถรู้วิธีการใช้ที่ถูกต้องเพื่อลดความผิดพลาดในการใช้งานอีกด้วยการตรวจสอบระบบอยู่เสมอก็ถือว่าเป็นเรื่องดีอย่างหนึ่งในการทำงานเพราะเราจะได้พัฒนาระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ไปเรื่อยๆเพื่อตอบสนองการใช้งานในยุคปัจจุบันนี้เทคโนโลยีต้องทันสมัยไม่ตกยุคและต้องทำให้เป็นที่นิยมในโลกปัจจุบันให้ได้เพราะมันมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตอย่างมากเพราะในปัจจุบันนี้ก็มีผู้คนมากมายหันมาสนใจธุรกิจออนไลน์มากยิ่งขึ้นซึ่งแน่นอนว่าต้องผ่านการทำงานของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์แน่นอนจนมีความนิยมใช้งานกันอย่างมากเพราะอำนวยความสะดวกสบายต่อการใช้งานในยุคปัจจุบันนี้อย่างมากอยากให้คนที่มีความสนใจมาลองศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  คาสิโนออนไลน์ฝากไม่มีขั้นต่ำ

ฟังก์ชั่นต่างๆ ที่เกี่ยวกับ อาร์เรย์ ในภาษา PHP ในการพัฒนาเว็ปไซต์

สำหรับในการเขียนโปรแกรมพัฒนาเว็ปไซต์ด้วยภาษา PHP จะมีการใช้อาร์เรย์อยู่มากมาย และใช้ฟังก์ชั่นที่เกี่ยวข้องกับ  array (อาร์เรย์) อยู่แทบจะตลอดเวลา แต่ทีนี้บางฟังก์ชั่นก็อาจไม่ค่อยได้ใช้งานบ่อยๆมากเท่าที่ควร หรือบางครั้งอาจมีการเรียกใช้ฟังก์ชั่นอื่นเข้ามาทดแทน ดังนั้นในวันนี้จะเน้นฟังก์ชั่นหลักๆที่สำคัญๆที่มีโอกาสนำไปใช้บ่อยๆ เพื่อให้เราจดจำและนำไปใช้ต่อได้ง่าย และทำความเข้าใจได้ในตัวฟังก์ชั่นได้อย่างคล่องแคล่ว โดยจะแยกอธิบายเป็นข้อๆดังนี้

1.ฟังก์ชั่นในการเพิ่มสมาชิกในอาร์เรย์

array_push (อาร์เรย์เป้าหมาย,ข้อมูลที่ต้องการเพิ่ม)

จะเป็นการเพิ่มสมาชิกลงในอาร์เรย์ โดยข้อมูลที่เราต้องการเพิ่มนั้น จะมีกี่จำนวนก็ได้ รวมไปถึงนำเข้ามาจากอาร์เรย์อื่นก็ได้ เช่นกัน

$a = array(“one”, “two”, “three”);

array_push ($a, “four”, “five”);

ผลที่ได้จะเป็นดังนี้ //$a = array (“one”, “two”, “three”, “four”, “five”);

$b = array(6,7);

array_push($a,$b);

ผลที่ได้จะเป็นดังนี้  //$a=array(“one”,”two”,”three”,”four”,”five”,6,7);

array_pad(อาร์เรย์เป้าหมาย,จำนวนสมาชิกที่ต้องการ,ข้อมูลที่จะเพิ่มเข้าไป)

คำสั่งนี้จะเป็นการเพิ่มสมาชิกใหม่เพื่อให้อาร์เรย์มีจำนวนสมาชิกในอาร์เรย์ตามจำนวนที่ต้องการ ยกตัวอย่างดังนี้

$a1 = array(“one”,”two”,”three”);

$a2 = array_pad($a1,5,”php”);

//เป็นการสั่งให้เพิ่มสมาชิกใหม่เข้าไปในอาร์เรย์ โดยให้ผลลัพธ์มีจำนวนสมาชิกเท่ากับ 5 โดยข้อมูลที่เพิ่มเข้าไปคือ php

ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นดังนี้ //$a = array(“one”,”two”,”three”,”php”,”php”);

2.ฟังก์ชั่นในการตรวจสอบข้อมูลในอาร์เรย์

in_array(ข้อมูลที่ต้องการ,ค้นหา,อาร์เรย์เป้าหมาย [,พิจารณาชนิดข้อมูล]) ซึ่งการทำงานตรวจสอบนี้ผลลัพธ์จะออกมาแค่ True หรือ False เท่านั้น เป็นการตรวจสอบว่ามีค่าที่ระบุอยู่ในอาร์เรย์หรือไม่ และหากกรณีที่เราต้องการเปรียบเทียบชนิดข้อมูล ซึ่งหากเรากำหนดเป็น false หรือไม่กำหนดอะไรเลยนั้น โปรแกรมก็จะพิจารณาเฉพาะค่าของข้อมูล โดยไม่พิจารณาชนิดข้อมูล เช่น  1=”1″ แต่หากกำหนดเป็น true ก็จะนำข้อมูลชนิดนั้นมาเปรียบเทียบด้วย 1 1 เป็นต้น และในกรณีของสตริงข้อมูลนี้หากเขียนด้วยตัวพิมพ์ใหญ่ พิมพ์เล็กต่างกัน ก็จะถูกมองว่าต่างกันด้วย ลองดูตัวอย่างดังนี้

$a = array(“one”,”two”,”three”,10);

$r = in_array(“one”,$a); // ได้ผลลัพธ์ true

$r = in_array(“ONE”,$a); // ได้ผลลัพธ์ false < หาไม่เจอ เพราะตัวพิมพ์ไม่เหมือนใน array

$r = in_array(“10”,$a, true); // ได้ผลลัพธ์ false < หาไม่เจอ เพราะเป็นชนิดข้อมูลตัวเลข ไม่ใช่ สตริงข้อความ

 

สนับสนุนเรื่องราว  Gclub ฝากขั้นต่ำ50

มารู้จัก app ใหม่ Find My กันเถอะ   

 รู้กันหรือไม่ว่าตอนนี้ทาง Apple ได้ออกฟีเจอร์ใหม่เป็นการใช้โปรแกรมติดตามตัวเพื่อค้นหาเวลาเครื่องหาย ว่าตอนนี้เครื่องที่หายอยู่ที่ไหนได้โดยที่ ไม่จำเป็นต้องเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตก็สามารถตามได้แล้วนะจ๊ะซึงข้อมูลที่จะแนะนำการใช้งานในวันนี้ เป็นการแนะนำการใช้งาน Find My ใน IOS 13  เรามาดูกันว่าเราสามารถตั้งค่าอย่างไรได้บ้าง

ตอนนี้ทาง Apple ได้มีการนำ application  2 ตัวคือ Find my iphone และ Find my Friend

มารวมกันไว้ใน app เดียวจึงมีการเรียกชื่อ app ใหม่นี้ว่า Find My ซึ่ง app ตัวนี้จะสามารถหา iphone  ipad mac ได้ถึงแม้ว่าจะไม่เชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตก็ตามและนอกจาก Find My จะสามารถเช็คได้ว่าอุปกรณ์ที่เราต้องการหาอยู่จุดไหนได้แล้ว ยังสามารถการตั้งค่าล็อคเครื่องได้ด้วยหากอุปกรณ์นั้นสูญหายและยังสามารถทำได้ทั้งหมดที่ app find my Iphone ทำได้ทุกอย่าง 

นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มคุณสมบัติพิเศษด้วยการทำ Offline Finding นั้นก็คือถึงแม้จะอุปกรณ์นั้นจะไม่ได้เชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตก็ยังสามารถค้นหาอุปกรณ์นั้นเจอได้เช่นกัน

อย่ารีบเข้าใจผิดว่าตัวโปรแกรม Offline Finding นี้จะทำงานได้ถึงแม้จะปิดเครื่องนะคะ เพราะความจริงแล้วถึงแม้จะบอกว่าหากไม่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต เช่น wi-fi หรือ cellular   แต่ก็ยังต้องมีการเปิดการใช้งาน Bluetooth เอาไว้นะคะ ถ้า Bluetooth ไม่เปิดฟีเจอร์นี้ก็จะทำงานไม่ได้เช่นกันค่ะ

         วิธีการใช้งาน offline finding นั้นตัวเครื่องจะต้องเปิดฟีเจอร์offline finding และ Bluetooth เอาไว้ซึ่งหลักการหาข้อมูลคือ เครื่องจะมีการส่งสัญญาณไปยังเครื่องอื่นๆของเครือข่าย apple ด้วยกันเพื่อส่งพิกัดมาแจ้งให้เราทราบ แต่ไม่ต้องตกใจว่าคนอื่นจะรู้ที่อยู่ของเราผ่านสัญญาณ Bluetooth นะคะ เพราะตราบใดที่เขาไม่รู้ข้อมูล Apple ID ของเรา เขาจะไม่มีทางรู้ได้ค่ะ

          ขั้นตอนการเปิดใช้งาน Offline Finding คือเข้าไปที่การตั้งค่า  เลือกไปที่ apple id จะมีคำว่า Find My หลังจากนั้นเลือกไปที่ Find My iphone กดเลือก Enable offline Finding กดเลือกเปิดใช้งาน หลังจากนั้นกลับมาที่ การตั้งค่าอีกครั้ง แล้วเลือกกดเปิดใช้งาน Bluetooth แค่นี้ก็เป็นอันเสร็จสิ้นวิธีการเปิดใช้งานแล้วค่ะ

สำหรับฟีเจอร์ Find My นี้ รองรับการค้นหาข้อมูลเครื่องของระบบของ apple ได้ทั้งหมด แต่มีเงื่อนไขอย่างหนึ่งคือทุกเครื่องจะต้องใช้ระบบ ios 13  ขึ้นไปเท่านั้น

          นี่เป็นอีกฟีเจอร์ใหม่ดีๆที่ทาง apple ออกมาให้เราได้ใช้งานกัน สำหรับสาวก apple อย่าลืมทดลองเข้าไปใช้งาน ฟีเจอร์นี้กันนะคะ ที่นี้ต่อให้เครื่องเราหายไปไหน ก็สามารถตามหาเจอได้แน่นอน